วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ไผ่กิมซุง (ไปขอเค้ามา)

ได้ไผ่กิมซุง มา2ต้น เอามาเป็นแม่พันธ์ุ รอแตกหน่อ ขยายพันธุ์ จะได้เอาไปปลูกไว้ที่สวน 
ลงมือ ปลูกเองกับมือ จะรอดไหมเนี่ย!! 
ต้นที่ 2 ใช้เวลาขุดหลุม 3 ชั่วโมง รากไม้ข้างล่างเยอะแยะไปหมด กว่าจะเป็นหลุม (T-T) ขอให้เติบโตงอกงาม เหมือนคนปลูก เพี้ยงๆ!! (^<>^)

วันอาทิตย์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

สวนกินได้ ๘ ระดับ เลียนป่าธรรมชาติ

ป่าไม้ เป็นทรัพยากรที่สำคัญคู่แผ่นดิน ที่มีอิทธิพลต่อสภาพสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศหลายประการ เช่น อุณหภูมิ การเกิดของฝน การเคลื่อนที่ของลม-พายุ การพังทลายของดิน การไหลของน้ำและถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า ฯลฯ

การทำลายระบบนิเวศของป่าไม้ ย่อมนำมหันตภัยมาสู่มนุษย์ อย่างที่เห็นกันอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน ที่กำลังเป็นปัญหาสำคัญของโลกในปัจจุบัน

การเพิ่มพื้นที่ป่า การเพิ่มพื้นที่สีเขียว มนุษย์ตัวเล็กๆ อย่างเราๆ ท่านๆ พอที่จะมีความสามารถกระทำได้ อาจจะเริ่มต้น ด้วยการช่วยกันปลูกต้นไม้ยืนต้น ในที่ดินของตนเองหรือพื้นที่สาธารณะ ให้อยู่รอด(ตาย)ได้อย่างน้อยคนละ ๑ ต้นต่อปี ติดต่อกันชั่วชีวิต ผมว่าน่าจะมีพื้นที่สีเขียวเกิดขึ้น บนแผ่นดินนี้ไม่น้อยทีเดียว ....

สำหรับผมเอง ดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ยังไม่ประสบผลสำเร็จ คงต้องใช้เวลาไปอีกทั้งชีวิตที่จะต้องดำเนินการ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ คือ การปลูกไม้ร่วมต่างระดับ(Multi-Storeyed Cropping) ที่มีไม้หลากหลายชนิดให้อยู่ร่วมกัน เลียนแบบผืนป่าธรรมชาติ และให้เกิดประโยชน์อย่างน้อย ๔-๕ อย่าง คือ (๑)เป็นอาหาร (๒)เป็นสมุนไพร,ยา (๓)ได้ไม้ใช้สอย นำมาสร้างอาคารบ้านเรือน ทำเฟอร์นิเจอร์ ทำวงกบ ประตู หน้าต่างฯ(๔) ได้เงิน เมื่อปลูกไว้มากเหลือก็ขาย(๕).เกิดระบบนิเวศที่ดี ได้พื้นที่สีเขียวเพิ่มขึ้น ผมเลียนแบบธรรมชาติ โดยใช้ ๗ ล.๑ ร.ดังนี้ครับ.

สวน " สามสัก" (เพิงพักช้าง)

๑.ไม้หลัก หรือไม้ประธาน เป็นไม้ต้นสูงมากๆ เป็นไม้ใช้สอย ที่มีคุณค่า มีอายุมากกว่า ๑๐ ปี ซึ่งคนปลูก อาจจะไม่ได้ใช้(ก็ได้) แต่ปลูกเพื่อแบ่งปันความร่มเย็น ร่มรื่นให้กับแผ่นดิน เช่น ยางนา สัก เทียมหรือสะเดาช้าง ฯลฯ

๒.ไม้รอง ผมขอแยกย่อยออกเป็น ๒ ชนิดคือ ชนิดแรก เป็นไม้รองเพื่อพลังงาน/เพื่อใช้สอยปลูกสร้าง เช่น ยูคาลิปตัส นนทรี สะเดา ฉำฉา พยอม ซึ่งเป็นไม้โตเร็ว ปลูกเป็นแนวรั้ว ทางเดินหรือแนวบังลม ส่วนชนิดที่ ๒ เป็นไม้รอง ที่ใช้รับประทานเป็นอาหาร

และสมุนไพร ได้เช่น มะพร้าว มะม่วง มะตูม มะสัง มะปราง มะรุม มะขวิด มะกอก กระท้อน มะยง ลำไย ลิ้นจี่ มะขามเปรี้ยว/หวาน ขนุน เงาะ ยอบ้าน ละไม ลองกอง มังคุดมะดัน(ตัวเมีย) เพกา มะคำดีควาย หัสคุณไทย หัสคุณเทศ นุ่นทรงฉัตร ขี้เหล็ก หว้าสวน กฤษณา จันทร์ลูกหอม ฯลฯ

๓.ไม้เล็ก(พุ่มเล็ก) เน้นการบริโภคเป็นอาหารและสมุนไพร เช่น กล้วย มะละกอ มะนาว มะกรูด ส้มโอ ส้มเกลี้ยง ส้มซ่า ส้มป่อย ฝรั่ง มะยม มะขามป้อม มะเฟือง น้อยหน่า

มะแขว่น

มะไฟ ละมุด ทับทิม ตะลิงปลิง แก้วมังกร มะข่วง มะแขว่น พุดทรา ชงโคหรือส้มเสี้ยว(ยอดแกงส้มอร่อย) ไผ่ลวก ไผ่หวาน ไผ่ตง ไผ่เลี้ยง มะแว้งต้นฯลฯ ส่วนไม้พุ่มเล็กที่น่าปลูกไว้เป็นไม้พลังงานก็คือ สะแก

๔.ไม้ลอย(อากาศ) ปลูกหรือผูกติดไว้กับไม้หลัก ไม้รอง เพื่อประดับให้ดูสวยงามตามธรรมชาติยิ่งขึ้น เช่น กล้วยไม้ชนิดต่างๆ โดยเลือกกล้วยไม้ที่ทนแล้งเป็นสำคัญ

๕.ไม้ลุ่ม/ไม้เลิง เลิงเป็นภาษาอิสาน ที่แปลว่า หนองน้ำ ไม้ชนิดนี้จึงต้องปลูกในที่ลุ่มมีความชื้น หรือในที่มีน้ำ ทั้งใช้บริโภคและสมุนไพร เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด ผักขแยง ผักกระชับ บัวบก ผักไผ่ ผักเผ็ดโสน เหงือกปลาหมอ หญ้าปักกิ่ง ฯลฯ

๖.ไม้ล้มลุก ส่วนใหญ่ เป็นไม้ที่มีอายุ ๑-๓ ปี ที่ใช้รับประทานเป็นอาหาร เป็นสมุนไพรและใช้สอยอื่นๆ เช่น เป็นอาหารและสมุนไพร ได้แก่ พืชผักต่างๆ พริก มะเขือ กระเจี๊ยบ กระเพรา

สะระแหน่ ตะไคร้ ตะไคร้หอม ทองพันชั่ง กวางแฉะ โด่ไม่รู้ล้ม ผักเสี้ยน ฟ้าทะลายโจร หญ้าหนวดแมว ฯลฯ ส่วนไม้ล้มลุกใช้สอยที่สามารถปลูกไว้ใต้ร่มไม้ได้ อาทิเช่น เตย วาสนา ปริก โปร่งฟ้า ฯลฯ เป็นต้น

๗.ไม้ลึก หรือไม้ที่ใช้ประโยชน์จากรากหรือหัวที่อยู่ใต้ดิน ที่ใช้บริโภคเป็นอาหาร/สมนุไพร/ทำสารป้องกันกำจัดแมลง ได้แก่ ข่า ไพล กระทือ กระชาย ขิง ขมิ้น หนอนตายอยาก โรติ๊น

รากหนอนตายอยาก(ภาพจาก สนง.กษจ.กำแพงเพชร)

๘.ไม้เลื้อยและกึ่งเลื้อยที่ปลูกไว้เพื่อจะใช้เป็นอาหาร/สมุนไพรและใช้สอย ได้แก่ ตำลึง สลิดหรือขจร ถั่วพู บวบ ฟักเขียวกระทกรก พริกไทย ดีปลี ชะอม หวาย ผักหวานบ้าน มะแว้งเครือ เสลดพังพอนตัวเมีย โดยพริกไทย ดีปลี ปลูกให้ไต่ขึ้นต้นมะพร้าว หวาย เป็นพืชที่ชอบความชุ่มชื้น ปลูกใต้ต้นสะเดาช้างซึ่งชอบชุ่มชื้นเหมือนกัน จะโตเร็ว

เถาขจร

ครับ!..เท่าที่ผมลองปลูก ลองทำดู ก็มีอย่างที่เล่าให้ฟังทั้ง ๘ กลุ่มหลักๆนั่นแหละ รายละเอียด คงจะต้องศึกษาเพิ่มเติมถึงปัจจัยต่างๆ ที่จะมาเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดด้วยที่เล่า ที่นำบันทึกมา ..เพียงอยากจะบอกว่า..

(ก) การทำสวน เป็นงานเสริม นอกจากช่วยลดโลกร้อนได้บ้าง แต่สิ่งที่เป็นผลพลอยได้..ที่ผ่านมา.ก็คือ (๑)การมีอาหารที่ดี มีคุณค่า ไม่มีสารพิษไว้บริโภค เหลือก็ขายไป ..(๒)มีรายได้..แม้จะน้อยนิด ก็เป็นความภาคภูมิใจ (๓)ได้ใช้เวลาว่างทำกิจกรรม(๔)ได้ออกกำลังกายในวันหยุด..(๕)ได้อากาศ/บรรยากาศที่ดี(มีเสียงนก เห็นนก ผีเสื้อ)..(๖)มีอารมณ์ที่ดี ที่เกิดมาจากสมาธิและความพึงพอใจในการทำกิจกรรมภายในสวน(๗)ช่วยเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นจากเดิม(๘)เกิดปฎิสัมพันธ์ที่ดี ของคนในครอบครัวที่ใช้เวลาว่างหรือวันหยุดมาพักผ่อนหรือมาทำกิจกรรมร่วมกัน..แค่นี้ ผมว่ามันเป็นกำไรสทุธิ ที่คุ้มเกินกว่าคุ้มค่าเสียอีกครับ..

แต่หากไม่มีพื้นที่ รอบบริเวณบ้านก็ปลูก ก็ทำได้ครับ ผมทำเอาไว้ที่บ้านผมเอง..เชิญแวะเยี่ยมเยียนได้ที่..http://www.gotoknow.org/blogs/posts/295921 ครับ

(ข) การเรียนรู้ โดยการลงมือลองปฏิบัติ ควบคู่ไปกับตำรา ..น่าจะส่งผลดีแก่ผู้เรียนมากยิ่งขึ้น

(ค)ทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้..แม้กระทั่งต้นไม้ใบหญ้า ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ แม้จะดูเหมือนว่า มีการแบ่งกลุ่ม แบ่งชั้นวรรณะ..แต่ถ้าหาก อยู่ด้วยกันอย่างเกื้อกูล มีเมตตาอารีย์ ถ้อยทีถ้อยอาศัย รู้จักการให้ การเสียสละ ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างปิติสุข...ครับ

ขออำนวยอวยชัย..ให้ทุกท่านทุกคน มีความสุข สดใส ใจเบิกบานและประสบโชคดี ...ด้วยน๊ะขอรับ

สามสัก

๑๖ ตค.๒๕๕๒

ด้วยพี่ครูKrutoiting สอบถามตามคอมเมนท์ที่ ๕๘,๖๑และ๖๕...

ผมจึงได้นำภาพถ่ายในสวนผมบางโซน มาให้คุณพี่ครู Krutoiting ดูและพิจารณาพอเป็นแนวทาง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ดินของคุณพี่ครูเองครับ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวของผม ไม่ได้ทำในเชิงธุรกิจ ที่ทำไว้ ก็เพียงให้พอคุ้มทุน กับค่าใช้จ่ายที่จะมีขึ้นในแต่ละปีเท่านั้น ไม่มีคนงานประจำ มีแต่คนเฝ้าเท่านั้น ใช้จ้างเป็นงานๆ(Job) ไปครับแต่ทำไว้เพื่อการออกกำลัง เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจตามที่ผมชอบ เพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ที่กินและใช้ได้ คงจะใกล้เคียงกับวัตถุประสงค์ของคุณครู..แต่จะแตกต่างกันก็คือ.. ช่วงเวลาเริ่มลงมือทำ ผมคิดว่า น่าจะทำตอนที่ร่างกายยังแข็งแรงอยู่ครับ.. หากรอถึงอายุ ๖๐ ปีก่อนค่อยทำ ผมไม่แน่ใจว่า จะทำไหวหรือเปล่าครับ..ทำตอนที่ยังมีกำลังปึ๋งปั๋ง ยังหนุ่มแน่นดีกว่าครับ คุณพี่ครู(ลปรร.น๊ะครับ) ถึงตอนนั้น ต้นไม้โตหมดแล้ว ผูกเปลยวน ระหว่างต้นไม้ นอนฟังเสียงนกร้องขับกล่อม ภายใต้ต้นไม้ที่โตแล้ว น่าจะเหนื่อยน้อยมากและสุขใจกว่าเป็นไหนๆน๊ะครับ..คุณพี่ครูโดยเริ่มจาก..

(๑)ต้องมีน้ำ ถ้าไม่ติดแม่น้ำลำคลองหรือในแหล่งที่มีน้ำบาดาล ก็ต้องขุดสระ ให้มีน้ำให้พอใช้ก่อนครับ อย่างน้อย ๑,๒๐๐ ลบ.เมตร ขึ้นไป

(๒) มีที่พักอาศัยอาจนำดินจากการขุดสระ ถมข้างใดข้างหนึ่งของสระให้สูง มากพอที่จะปลูกที่พัก(ในรูปถมสูง ๒.๘๐ ม ดินยุบตัวเหลือ๒ม)การขุดสระ จะเสียพื้นที่ แต่ช่วยเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ เกิดการไหลเวียนของอากาศ(คล้ายลมบกลมทะเล)

ตัวอย่าง สวน " สามสัก "ผมขุดสระล้อมเพิงพักซึ่งนอกจากเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ เลี้ยงปลาแล้ว ยังใช้ทำนาในช่วงปลายหนาว(มค)และใช้เป็นสิ่งกีดขวาง(แบบคูเมือง)ด้วย

(ในรูป เป็นข้าวระยะตั้งท้อง ปลาช่อน ตีแปลง วางไข่ครับ)

โดยสระด้านหลัง จำนวน ๒ สระ จะขุดตื้นเพียง ๑.๐๐ เมตร เพื่อใช้ทำนา(ปลูกข้าวไว้กินเอง) และใช้เลี้ยงปลาโตเร็ว เช่นปลาตะเพียน หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว(พค-มค)

(๓) ปลูกตามที่กิน ให้มากที่สุดหรือพืชที่ดูแลรักษาง่าย ควบคู่ไปกับการสร้างภูมิทัศน์ของสวนให้สวยงามด้วยถ้ามีพื้นที่ดินน้อย ปลูกไม้จับกลุ่ม ตามตัวอย่าง(ในตัวอย่างเป็นมะพร้าวกะทิ ๑ น้ำหอม ๒ต้น)นอกจากจะใช้บริโภค ยังใช้ตกแต่งสถานที่ให้สวยงามได้ด้วยครับพี่ครู

(๔) วิธีการปลูกถ้าปลูกเรียงเป็นระเบียบ ลองสับหว่างต้นไม้รองและไม้เล็ก ที่สามารถเติบโตด้วยกันได้ เช่นในภาพ ผมปลูกมะไฟ มะละกอ ต้นแค สับ ระหว่างมะพร้าวน้ำหอม ครับ

สำหรับไผ่ น่าจะปลูกไผ่หวาน ๑ กอ น่าจะเพียงพอแก่การบริโภค ควรปลูกในที่ใกล้น้ำหรือมีน้ำให้ได้ง่าย จะบังคับให้ออกหน่อในช่วงฤดูแล้งได้ง่าย

(๕) หากพื้นที่ มีน้ำจำกัด และต้องให้น้ำพืชทางระบบท่อหรือMini Sprinker ควรแยกปลูกเป็นกลุ่มตามแต่ละชนิดไป ซึ่งสะดวกในการให้น้ำ ซึ่งสวนผม วางระบบการให้น้ำ ทั้ง ๖๖ ไร่ แบ่งเป็นโซน..

..เป็นกลุ่ม เช่นกลุ่มพืชสมุนไพร พวกมะขามป้อม มะกอก มะคำดีควาย มะมื่น กลุ่มพืชที่ปลูกเลี้ยงนกป่า เช่น หว้า ตะขบสวน กล้วยน้ำว้าดงซึ่งเป็นกล้วยลูกใหญ่ ลูกดก ทนแล้ง ต้านทานโรค แต่ไส้อมเปริ้ยว เหมาะสำหรับให้นกป่าบางชนิดกิน

....โดยใต้พุ่มมะขามป้อม ปลูกไม้กึ่งเลื้อยและไม้ล้มลุกบางชนิด อาทิ ชะพลู พริกขี้หนู มะเขือพวง...ทิ้งไว้ ให้รก/ปกคลุมแทนหญ้า

หรือใต้ร่มไม้รอง ที่มีทรงพุ่มโปร่ง ไม่ทึบเกินไป สามารถปลูกพวกเตยหอม ปริก โปร่งฟ้า บอน เผือก(ถ้าอยู่ใกล้น้ำ) ฯลฯ ได้ เป็นทั้งอาหาร ไม้ประดับและสมุนไพร ด้วยครับ 

ประเภทของป่าไม้

ประเภทของป่าไม้

ป่าไม้ในประเทศไทย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ

ป่าดงดิบหรือป่าไม่ผลัดใบ (Evergeen forest)
   
 เป็นระบบนิเวศน์ของป่าไม้ชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดไม่ผลัดใบคือมีใบเขียวตลอดเวลา แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ
 
1. ป่าดิบเมืองร้อน (Tropical evergreen forest)

เป็นป่าที่อยู่ในเขตลมมรสุมพัดผ่านเกือบตลอดปี มีปริมาณน้ำฝนมาก แบ่งออกเป็น :
1.1 ป่าดงดิบชื้น (Tropical rain forest)

ป่าดงดิบชื้นในประเทศไทยมีการกระจายส่วนใหญ่อยู่ทางภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศ อาจพบในภาคอื่นบ้าง แต่มักมีลักษณะโครงสร้างที่เป็นสังคมย่อยของสังคมป่าชนิดนี้ ป่าดงดิบชื้นขึ้นอยู่ในที่ราบรือบนภูเขาที่ระดับความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในภาคใต้พบได้ตั้งแต่ตอนล่างของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไปจนถึงชายเขตแดน ส่วนทางภาคตะวันออกพบในจังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง และบางส่วนของจังหวัดชลบุรี (อุทิศ, 2541)
1.2 ป่าดงดิบแล้ง (Dry evergreen forest)

ป่าดงดิบแล้งของเมืองไทยพบกระจายตั้งแต่ตอนบนของทิวเขาถนนธงชัยจากจังหวัดชุมพรขึ้นมาทางเหนือ ปกคลุมลาดเขาทางทิศตะวันตกของทิวเขาตะนาวศรีไปจนถึงจังหวัดเชียงราย ส่วนซีกตะวันออกของประเทศปกคลุมตั้งแต่ทิวเขาภูพานต่อลงมามาถึงทิวเขาบรรทัด ทิวเขาพนมดงรักลงไปจนถึงจังหวัดระยองขึ้นไปตามทิวเขาดงพญาเย็น ทิวเขาเพชรบูรณ์จนถึงจังหวัดเลยและน่าน นอกจากนี้ ยังพบในจังหวัดสกลนคร และทางเหนือของจังหวัดหนองคายเลียบลำน้ำโขงในส่วนที่ติดต่อกับประเทศลาว ป่าชนิดนี้พบตั้งแต่ระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลางประมาณ 100 เมตรขึ้นไปถึง 800 เมตร (อุทิศ, 2541)
rainfrst.gif (59276 bytes)
  
1.3 ป่าดงดิบเขา (Hill evergreen forest)
ป่าดงดิบเขาอาจพบได้ในทุกภาคของประเทศในบริเวณที่เป็นยอดเขาสูง พบตั้งแต่เขาหลวง จ.นครศรีธรรมราช เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ขึ้นไปจนถึงยอดเขาสูง ๆ ในภาคเหนือ เช่น ยอดดอยอินทนนท์ ดอยปุย และยอดดอยอื่นๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน เป็นต้น ส่วนทางภาคตะวันออกพบได้บนยอดดอยภูหลวง ภูกระดึง ยอดเขาสูงในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นต้น (อุทิศ, 2541)

2. ป่าสน (Coniferous forest)
ป่าชนิดนี้ถือเอาลักษณะโครงสร้างของสังคมเป็นหลักในการจำแนกโดยเฉพาะองค์ประกอบของชนิดพันธุ์ไม้ในสังคมและไม้เด่นนำ อาจเป็นสนสองใบหรือสนสามใบ

namnao1.jpg (26333 bytes)

     papru.jpg (78814 bytes) 

  

  
3. ป่าพรุหรือป่าบึง (Swamp forest)

พบตามที่ราบลุ่มมีน้ำขังอยู่เสมอ และตามริมฝั่งทะเลที่มีโคลนเลนทั่วๆ ไป แบ่งออกเป็น
3.1 ป่าพรุ (Peat Swamp)
เป็นสังคมป่าที่อยู่ถัดจากบริเวณสังคมป่าชายเลน โดยอาจจะเป็นพื้นที่ลุ่มที่มีการทับถมของซากพืชและอินทรียวัตถุที่ไม่สลายตัว และมีน้ำท่วมขังหรือชื้นแฉะตลอดปี จากรายงานของกองสำรวจดิน กรมพัฒนาที่ดิน (2525) พื้นที่ที่เป็นพรุพบในจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้ นราธิวาส 283,350 ไร่ นครศรีธรรมราช 76,875 ไร่ ชุมพร 16,900 ไร่ สงขลา 5,545 ไร่ พัทลุง 2,786 ไร่ ปัตตานี 1,127 ไร่ และตราด 11,980 ไร่ ส่วนจังหวัดที่พบเล็กน้อย ได้แก่ สุราษฎร์ธานี ตรังกระบี่ สตูล ระยอง จันทบุรี เชียงใหม่ (อ.พร้าว) และจังหวัดชายทะเลอื่น ๆ รวมเป็นพื้นที่ 400,000 ไร่ อย่างไรก็ตาม พื้นที่ส่วนใหญ่ถูกบุกรุกทำลายระบายน้ำออกเปลี่ยนแปลงสภาพเป็นสวนมะพร้าว นาข้าว และบ่อเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา คงเหลือเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ในจังหวัดนราธิวาสเท่านั้น คือ พรุโต๊ะแดง ซึ่งยังคงเป็นป่าพรุสมบูรณ์ และพรุบาเจาะ ซึ่งเป็นพรุเสื่อมสภาพแล้ว (ธวัชชัย และชวลิต, 2528)
3.2 ป่าชายเลน (Mangrove swamp forest)

เป็นสังคมป่าไม้บริเวณชายฝQั่งทะเลในจังหวัดทางภาคใต้ กลาง และภาคตะวันออก และมีน้ำขึ้น-น้ำลงอย่างเด่นชัดในรอบวัน
  
4. ป่าชายหาด (Beach forest)
แพร่กระจายอยู่ตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินกรวด ทราย และโขดหิน ดินมีฤทธิ์เป็นด่าง
  
ป่าผลัดใบ (Deciduous Forest)
เป็นระบบนิเวศน์ป่าชนิดที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้ชนิดผลัดใบหรือทิ้งใบเก่าในฤดูแล้ง เพื่อจะแตกใบใหม่เมื่อเข้าฤดูฝน ยกเว้นพืชชั้นล่างจะไม่ผลัดใบ จะพบป่าชนิดนี้ตั้งแต่ระดับความสูง 50-800 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ป่าเบญจพรรณ
ลักษณะทั่วไปเป็นป่าโปร่ง พื้นที่ป่าไม้ไม่รกทึบ มีไม้ไผ่ชนิดต่างๆ ขึ้นอยู่มาก มีอยู่ทั่วไปตามภาคต่างๆ ที่เป็นที่ราบ หรือตามเนินเขา พันธุ์ไม้จะผลัดใบในฤดูแล้ง การกระจายของป่าเบญจพรรณในประเทศไทย พบในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน ครอบคลุมต่ำลงไปจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตอนบน มีปรากฏที่ระดับความสูงตั้งแต่ 50 เมตร ถึง 800 เมตร หรือสุงกว่านี้ในบางจุด
  
2. ป่าแดง ป่าแพะ หรือป่าเต็งรัง

พบขึ้นสลับกับป่าเบญจพรรณ ลักษณะเป็นป่าโปร่ง มีต้นไม้ขนาดเล็ก และขนาดกลาง ไม้เด่นอันเป็นไม้ดัชนีประกอบด้วยไม้ในวงศ์ยาง ฤดูแล้งจะผลัดใบ และมีไฟป่าเป็นประจำ ป่าเต็งรังมีถิ่นกระจายโดยกว้างๆ ซ้อนทับกันอยู่กับป่าเบญจพรรณ แต่อาจแคบกว่าเล็กน้อยทั้งนี้เนื่องจากมีปัจจัยกำหนดที่เกี่ยวข้องกับความแห้งแล้ง มีปรากฏตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีขึ้นไปจนถึงเหนือสุดในจังหวัดเชียงราย ป่าชนิดนี้เป็นสังคมพืชเด่นในทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ปรากฏสลับกันไปกับป่าเบญจพรรณ ในพื้นที่ที่มีความแห้งแล้งจัด กักก็บน้ำได้เลว เช่น บนสันเนิน พื้นที่ราบที่เป็นทรายจัด หรือบนดินลูกรังที่มีชั้นของลูกรังตื้น ตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-1,000 เมตร

3. ป่าหญ้า
เกิดจากการทำลายสภาพป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ ดินมีความเสื่อมโทรม มีฤทธิ์เป็นกรด ต้นไม้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ จึงมีหญ้าต่างๆ เข้าไปแทนที่ แพร่กระจายทั่วประเทศในบริเวณที่ป่าถูกทำลายและเกิดไฟป่าเป็นประจำทุกปี
  teng.jpg (459497 bytes)

เพาะ เห็ดระโงก


ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพาะเห็ดระโงกสำเร็จเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ขายกิโลกรัมละ 200 บาท สนองแนวพระราชดำริเรื่องการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่าง...

เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยตึ๊กชู อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ มีการทำวิจัยเรื่องเพาะเห็ดระโงก หรือเห็ดไข่ ได้เป็นผลสำเร็จแห่งแรกของประเทศ นายกฤษชนะ นิสสะ หัวหน้าโครงการศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ กรมป่าไม้ กล่าวว่า ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้กรมป่าไม้ในศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยไม่ทำลายป่า ก็เลยส่งเสริมให้ชาวบ้านได้มีจิตสำนึกในการปลูกไม้ยางนา เพื่อสร้างความอุดมสมบูรณ์ เพิ่มพื้นที่สีเขียว แล้วยังจะได้ไม้ไปใช้สอยในการก่อสร้าง ซึ่งระหว่างที่ไม้จะโตจนใช้ประโยชน์ได้ต้องใช้เวลากว่า 10 ปี ช่วงระหว่างนี้ก็ได้ส่งเสริมให้ชาวบ้านหาประโยชน์จากพื้นที่ ซึ่งเราเห็นว่าพี่น้องชาวอีสานเรามีวิถีชีวิต ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการรับประทานของป่าอย่างหน่อไม้ เห็ดป่า 

ทั้งนี้ จึงได้ใช้วิชาการทำการวิจัยการเพาะเห็ดระโงก โดยนำเห็ดแก่จากในพื้นที่และจากที่อื่นมาขยี้ละลายกับน้ำ กรองเอาเศษกากเห็ดออก จากนั้นนำน้ำที่ได้ไปหยอดลงในถุงต้นกล้าไม้ยางนา หรือกล้าไม้ที่จะปลูก เมื่อนำกล้าไม้ไปปลูกเชื้อเห็ดก็ลงไปในดินด้วย เมื่อมีฝนตกลงมาเห็ดก็งอกขึ้นในพื้นที่ระหว่างแปลงของต้นยางนาและต้นไม้อื่นๆ และเห็ดงอกขึ้นมากกว่าที่ขึ้นตามธรรมชาติมาก

นายกฤษชนะ กล่าวอีกว่า การทำวิจัยการเพาะเห็ดระโงกเป็นผลสำเร็จนี้ จัดว่าเป็นรายแรกของประเทศ ซึ่งเนื้อที่ที่ทำการทดลองแปลงนี้ มีเนื้อที่ 2 งาน หรือ 200 ตร.ว. ใช้เวลา 1 เดือน มีเห็ดงอกขึ้นมาจนเก็บผลผลิตได้กว่า 60 กก. ซึ่งราคาขาย กก.ละ 200 บาท เท่ากับว่าจะได้เงินประมาณ 12,000 บาท นอกจากนี้ ยังจะได้ประโยชน์จากการอนุรักษ์ป่า อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และยังเป็นการสนองแนวพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในเรื่องการปลูกป่า 3 อย่าง ได้ประโยชน์ 4 อย่างด้วย

ด้านนายสวัสดิ์ สมสะอาด ผอ.ศูนย์พัฒนาการเกษตรภูสิงห์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ กล่าวว่า จากการวิจัยของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทำให้เห็นว่าจะช่วยให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ตรงนี้มาก เพราะเห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติมีน้อยเนื่องจากป่าถูกทำลาย จึงขอให้ประชาชนปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่า ร่วมกันอนุรักษ์ป่าและหาประโยชน์จากป่าด้วยการเพาะเห็ดระโงกอย่างที่ทำอยู่นี้ เพื่อเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ซึ่งจะทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป.

ลักษณะป่าพรุ

ป่าพรุเป็นสังคมพืชป่าไม้ไม่ผลัดใบประเภทหนึ่งที่มีลักษณะโครงสร้างและความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็น เอกลักษณ์แตกต่างจากสังคมพืชป่าไม้ประเภทอื่น ป่าพรุมักเกิดในพื้นที่ลุ่มน้ำขังที่รองรับด้วยดินอินทรีย์อัน เกิดจากซากพืชซากสัตว์ที่หนาตั้งแต่ 1 - 10 เมตร หรือมากกว่า สภาพความเป็นกรด - เบสของน้ำ ระหว่าง 4.5 -6.1 เพราะดินชั้นล่างมีสารประกอบซัลเฟอร์ในปริมาณที่สูง

ลักษณะพรรณไม้ในป่าพรุที่ขึ้นอยู่ในป่าพรุส่วนใหญ่ จะมีรากค่อนข้างสั้น มีรากแขนงแผ่กว้าง แข็งแรงและ ส่วนใหญ่มีรากค้ำยัน(stilt roots) เช่น ตังหน(Calophyllum inophylloides), ละไม้ป่า(Baccaurea bracteata) และยาก(Blumeodendron kurzii) เป็นต้น โคนต้นมักมีพูพอน(buttresses)สูงใหญ่ พรรณไม้บางชนิดมีราก หายใจ(breathing roots or pneumatophores)โผล่พ้นระดับผิวดินขึ้นมาในลักษณะต่างๆกัน เช่น เป็นแนวตั้ง ฉากคล้ายหมุดรังวัด ได้แก่ รากของอ้ายบ่าว(Stemonurus malaccensis), หลุมพี (Salacca conferta)และ หวายสะเดา(Korthalsia grandis) เป็นต้น รากหายใจที่โผล่พ้นผิวดินขึ้นมาแล้วหักกลับลงไปคล้ายหัวเข่า ได้แก่ รากของสะเตียว(Ganua motleyana) รากหายใจโค้งคล้ายสะพาน เช่น รากของช้างไห้(Neesia altissima) รากหายใจเป็นรูปครึ่งวงกลมคล้ายบ่วง เช่น รากของทุเรียนนก(Xylopia fusca) และสานแดง(Horsfieldia sp.) หรือรากหายใจที่ติดกันคล้ายแผ่นกระดาษคดเคียวไปมาของเทียะ(Dialium patens)

พรรณไม้ของป่าพรุดั้งงเดิมมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ไม้ยืนต้นชั้นบนที่พบทั่วไป ได้แก่ ช้างไห้(Neesia altissima), กาบอ้อย(Dacryodes incurvata), กาบพร้าว(Elaeocarpus grandiflorus),อ้ายบ่าว(Stemonurus malaccensis), โงงงัง(Cratoxylum arborescens), ทุเรียนนก(Xylopia fusca),ซือแยบาแน(X. maingayi), ยาตู(Palaquium obovatum), ทองบึ้ง(Koompassia malaccensis), ตาแป(Sterculia macrophylla), เลือดควายใบใหญ่(Hoorsfieldia fulva), ชมพู่เสม็ด(Amoora rubiginosa), ตังหน(Calophyllum inophylloides), ขี้หนอนพรุ(Cammosperma macrophylla), สะท้อนนก(Sandoricum emarginatum), แดงพรุ(Parastemon urophyllus), มะฮัง(Macaranga pruinosa), < มะม่วงป่า(Mangifera foetida), ตราตา(Parishia pubescens), เทียะ(Dialium patens), เตียวพรุหรือสะเตียว(Ganua motleyana), ชมพู่ป่าหรือหว้าชนิดต่างๆ(Euginia spp.)เป็นต้น

ไม้ต้นชั้นรองลงมาได้แก่ จอแกะ(Myristica elliptica), ปาหนัน(Gonjothalamus giganteus), ปีแซ(Polyalthia curtisii), บามีกู(Crudia caudata), พญาไม้(Podocarpus wallichianus), ละไมป่า(Baccaurea bracteata), ยากา(Blumeodendron kurzii), เงาะป่า, แรแด(Nephelium glabrum), ท้องปลาช่อน(Ixora gravdifolia), แตยอ(Cinnamomum sp.),และกูเราะ(Croton caudatus) เป็นต้น

พวกหวาย เช่น หวายตะคร้าทอง(Calamus caesius), หวายน้ำ(Daemonorops angustifolia), หวายสะเดา(Korthalsia grandis)

พวกปาล์ม เช่น หลาวชะโอน(Oncosperma tigillaria), ค้อ(Livistona saribus), กะพ้อ(Licaula spinosa), หมากแดง(Cyrtostachys lakka), หมากงาช้าง(Nenga pumila),หมากลิง(Pinanga fruticans), เต่าร้าง(Caryota urens) และหลุมพี(Salacca conferta)

พืชชั้นล่าง ได้แก่ เตย(Panadus spp.), เตยหนู(Mapania spp.) และเฟินชนิดต่างๆ

 

วงศ์ถั่ว

วงศ์ถั่ว

LEGUMINOSAE

          พันธุ์ไม้วงศ์นี้มีทั้งไม้ต้น  ไม้พุ่ม  ไม้เถาเลื้อย  และพืชล้มลุก  มีการแพร่กระจายพันธุ์อยู่ทั่วโลกซึ่งส่วนใหญ่เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ  ใบ  มีทั้งชนิดใบเดี่ยวและใบประกอบ  ออกเวียนสลับรอบกิ่ง  ดอก  สมบูรณ์เพศ  รูปดอกส่วนใหญ่เบี้ยวเพราะขนาดของกลีบรองดอก  และกลีบดอกแต่ละกลีบไม่เท่ากัน  ยกเว้น  ในอนุวงศ์สะตอ (Mimosoideae)  ซึ่งรูปดอกมักไม่เบี้ยวกลีบรองดอกส่วนใหญ่มี  5  กลีบ  โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยกลีบดอก  0-5  กลีบ  เกสรเพศผู้มักมี  10  อัน  แต่อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้ก็ได้  รังไข่  1  ช่อง  มีไข่อ่อนตั้งแต่  1  หน่วยขึ้นไป  ผล  เป็นฝักสองฝาประกบ  เมล็ด  เรียงติดอยู่ตามแนวตะเข็บด้านบนภายในฝัก  เปลือกของฝักมีทั้งแข็งและอ่อนนุ่ม  แตกหรือไม่แตกออกจากกัน

            พันธุ์ไม้ในวงศ์นี้  แบ่งออกเป็น  3  อนุวงศ์  คือ  อนุวงศ์สะตอ (Mimosoideae)  อนุวงศ์ราชพฤกษ์  (Caesalpinioideae)  และอนุวงศ์ประดู่ (Papilionoideae)  ในการจำแนกอนุวงศ์นั้นใช้ลักษณะของดอกเป็นสำคัญ  ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้  เพราะละเอียดลึกซึ้งเกินไป  พันธุ์ไม้ในวงศ์นี้มีประมาณ  650  สกุล 18,000  ชนิด  กระจายพันธุ์ในประเทศไทย  102  สกุล  614  ชนิด  พบในป่าพรุ  7  สกุล  8  ชนิด  ดังจะกล่าวต่อไปนี้

รูปวิธานจำแนกสกุล

1.  ใบประกอบรูปขนนกชั้นเดียว

2.  ใบประกอบปลายช่อใบคี่  (imparipinnate)

3.  ใบย่อยเรียงสลับบนก้านช่อใบ

4.  ผลกลม  หรือกลมรี  มีเนื้อหนา

สกุลหยี    Dialium

4.  ผลแบนแตกเมื่อแห้ง  หรือไม่แตกแต่โคนผลปิด  180  องศา

5.  ผลแตกเมื่อแห้ง

สกุลพังค่า    Crudia

 5.  ผลบางมาก  โคนผลบิด  180  องศา

สกุลทองบึ้ง    Koompassia

3.  ใบย่อยออกตรงข้ามกันเป็นคู่บนก้านช่อใบ  และมีใบย่อยที่ปลายก้านอีก  1  ใบ

สกุลหางไหล    Derris

2.  ใบประกอบปลายช่อใบคู่  (paripinnate)

6.  ก้านช่อของใบอ่อน  พับห้อยลง  สีชมพูถึงแดงสะดุดตา  ผลค่อนข้างหนา  หรือกลมตามภาคตัดขวางเปลือกผลเป็นคลื่นขรุขระและไม่แตก

สกุลมะคะ    Cynometra

6.  ก้านช่อของใบอ่อนไม่เหมือนดังที่กล่าวไว้ข้างต้น  ผลแบน  เปลือกบาง  เรียบ  และแตก

สกุลหลุมพอ    Intsia

1.  ใบประกอบรูปขนนกสองชั้น  ดอกออกเป็นกลุ่ม  บนช่อดอกแบบลูกตุ้ม  (head)

สกุลมะขามแป    Archidendron

 

สกุลมะขามแป

Archidendron  F.v.M.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มีทั้งไม้ต้นและไม้พุ่ม  ใบประกอบ  รูปขนนกสองชั้น  ก้านช่อใบมักมีต่อม  ใบย่อยเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่  ดอก  เล็ก  ออกรวมกันเป็นก้อนกลมคล้ายตุ้ม  ประกอบกันหลายตุ้มบนช่อแยกแขนงตามง่ามใบและปลายกิ่ง  กลีบรองดอก  เชื่อมติดกันเป็นรูปท่อปลายแยก  5  แฉก  กลีบดอก  5  กลีบ  โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปท่อสั้น ๆ เกสรเพศผู้มีมาก  โคนก้านชูอับละอองเกสรเชื่อมติดกันเป็นท่อสั้น ๆ  รังไข่  บางครั้งมีก้านยาว  ผล  แบน  แตกเมื่อแห้ง  มี  4-8  เมล็ด 

พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ  100  ชนิด  พบในป่าพรุ  1  ชนิด  คือ  มะขามแป  (A.clypearia)

สกุลพังค่า

Crudia  Sch. 

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มีทั้งไม้ต้นและไม้พุ่ม   ใบประกอบ  รูปขนนก  ปลายช่อใบคี่ (imparipinnate)  ออกเรียงสลับ  ดอก  ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง  กลีบรองดอก  4  กลีบ  ขอบกลีบเกยกัน  โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  กลีบดอกเล็กและหลุดร่วงไปอย่างรวดเร็ว  เกสรเพศผู้  5-10  อัน  รังไข่มีก้านยาวเด่นชัด  มีไข่อ่อน  1-6  หน่วย  ผล  แบน  เปลือกแข็ง  แตกเมื่อแห้ง

            พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ 50 ชนิด พบในป่าพรุ 2  ชนิด  คือ  หมูผอม  (C. caudata)  และพังค่า (C. gracilis)

สกุลมะคะ

Cynometra  Linn.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้เป็นไม้ต้น  ยอดอ่อนเมื่อออกใหม่ก้านช่อพับย้อยห้อยลง  สีชมพู  เด่นสะดุดตา  ใบประกอบ  รูปขนนกปลายคู่  (paripinonate)  ก้านช่อใบสั้น  มีใบย่อย 1-3  คู่  แผ่นใบย่อยเบี้ยวมาก  ดอก  เล็ก  ออกรวมกันบนช่อสั้น ๆ  ตามง่ามใบ  และกิ่ง  กลีบรองดอก   4-5  กลีบ  ขอบกลีบเกยกัน  กลีบดอกขนาดใกล้เคียงกัน  5  กลีบ  เกสรเพศผู้มี  10  อัน  รังไข่  มีไข่อ่อน  1-2  หน่วย  ฝัก  แข็ง  ไม่แตก

            พันธุ์ไม้ในกุลนี้มีประมาณ  150  ชนิด   พบในป่าพรุ  1  ชนิด  คือ  มะคะ  (C.ramiflora)

 

สกุลหางไหล

Derris  Lour.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มีทั้งไม้ต้น   ไม้พุ่ม   และไม้เถาเลื้อย   ใบประกอบ  รูปขนนกชั้นเดียว  ปลายช่อใบคี่  (imaripinnate)  ใบย่อยออกตรงข้ามกันเป็นคู่  และมีใบย่อยที่ปลายก้านช่อใบอีก  1  ใบ  ดอก  ออกเป็นช่อตามง่ามใบและปลายกิ่ง  กลีบรองดอก  กลีบ  โคนกลีบเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย  กลีบดอก  5  กลีบ  กลีบชั้นนอกใหญ่กว่าและคลุมกลีบปีก  (wing)  2  ปีก  และกลีบกระโดง  (keel)  2  ปีกไว้  เกสรเพศผู้  9-10  อัน  ก้านเกสรเชื่อมกัน  และหุ้มรังไข่ไว้ภายใน   ผล   แบน  ไม่แตก  มักมีครีบบางยาวตามขอบผล

            พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ  50  ชนิด  พบในป่าพรุ  3  ชนิด  เป็นไม้ต้น  1  ชนิด  คือ  หยีน้ำ  (D. indica

สกุลหยี

Dialium  Linn.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้เป็นไม้ต้น  ใบประกอบ  รูปขนนกชั้นเดียว  ออกเรียงสลับกันบนกิ่ง  แต่ละใบมีใบย่อยเป็นจำนวนเลขคี่  ใบย่อยที่อยู่ปลายก้านมักใหญ่กว่าใบย่อยอื่น ๆ ใบย่อยที่เหลือมักเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ หรือเยื้องกันเล็กน้อย  ดอก  สมบูรณ์เพศ  ออกเป็นช่อตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง  กลีบรองดอก  5  กลีบ  ขอบกลีบเรียงเกยกัน  ไม่มีกลีบดอก  เกสรเพศผู้มี  2  อัน  รังไข่  1  ช่อง  มีไข่อ่อน  2  หน่วย  ผล  รูปกลมหรือรี  เปลือกบาง  เนื้อหนา  ไม่แตก  มีเมล็ดแบน  รูปโล่  1-2  เมล็ด

            พันธุ์ไม้ในสกุลนี้มีประมาณ  40  ชนิด  พบในป่าพรุ  1  ชนิด  คือ  เทียะ  (D.  patens)

สกุลหลุมพอ

Intsia Thouars

            พันธุ์ไม้สกุลนี้เป็นไม้ต้น  มักมีพูพอน  ใบประกอบ  รูปขนนกชั้นเดียว  ใบย่อยปลายช่อใบออกคู่  (paripinnate)  แผ่นใบย่อยเบี้ยว  ดอก  ออกเป็นช่อแยกแขนงตามง่ามใบและปลายกิ่ง  กลีบรองดอก  4  กลีบ  เรียงเกยกัน กลีบดอก  1  กลีบ  เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี อัน  และไม่สมบูรณ์อีก 4-7 อัน รังไข่ มีก้านชูชัดเจน  ผล  แบน  เปลือกค่อนข้างบาง  แตกเมื่อแห้งมีเมล็ดรูปโล่  4-8  เมล็ด

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มีประมาณ  6  ชนิด  พบในป่าพรุและบริเวณใกล้เคียง  1  ชนิด  คือ  หลุมพอทะเล  (I. bijuga)

สกุลทองบึ้ง

Koompassia  Maing.

            พันธุ์ไม้สกุลนี้เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ มีพูพอนสูง ใบประกอบ ปลายก้านช่อใบเดี่ยว  (imparipinnate)  ใบย่อยเรียงสลับ  ดอก  เล็ก  ออกดอกในระยะที่ผลัดใบ  เป็นช่อแยกแขนงเหนือแผลเป็นของใบและปลายกิ่ง  ดอกเล็ก  กลีบรองดอกและกลีบดอก  อย่างละ  5  กลีบ  ขอบกลีบเรียงเกยกัน  เกสรเพศผู้มี  5  อัน  รังไข่  มีไข่อ่อน  1  หน่วย ผล  แบน  บาง  โคนผลบิด  180  องศา  มี  1  เมล็ด

            พันธุ์ไม้สกุลนี้มี  4  ชนิด  พบในป่าพรุ  1  ชนิด  คือ  ทองบึ้ง  (K.malaccensis


พันธ์ุไม้ที่ธนาคารต้นไม้กำหนด